The History of Thye Seng Hong

ประกายเจิดจรัสของเครื่องประดับเพชรหลากหลายรูปแบบ ที่เห็นยามก้าวล่วงเข้ามาใน ร้านเพชรไท้
เซ่งฮงสำนักงานใหญ่ที่ย่านบ้านหม้อแหล่งการ ผลิต และการค้าเพชรที่มีชื่อเสียงของประเทศนั้นนอก
จาก จะบ่งบอกว่าเป็นเพชรคุณภาพผ่านการคัดสรรอย่างดี ที่สุดแล้ว ยังสะท้อนถึงอดีตอันยาวนานกว่า
๖๓ ปี ของ ครอบครัว “พงษ์ประพัฒน์” ผู้ก่อตั้งร้านเพชรแห่งนี้ได้  อย่างดีโดยเฉพาะ ความตั้งใจที่พวก
เขาใส่ลงไปในผลงานแต่ละชิ้นรวมถึงความซื่อสัตย์ต่อลูกค้าที่มีมาตั้งแต่เริ่มต้นซึ่งเป็นปัจจัยเกื้อหนุน
ให้ เพชรไท้เซ่งฮงสามารถยืนหยัดอยู่ได้และยังคงเป็นที่นิยมของใคร หลายคนจวบจนปัจจุบันเวลาคุย
กับลูกค้าผมจะบอกกับลูกค้าเสมอว่าผมจะคิดราคาที่ต่ำที่สุดให้เพื่อไม่ยุ่งยากต่อการต่อรองพร้อมๆไป
กับพยายามอธิบายให้ เขารู้ถึงคุณสมบัติทุกอย่าง เกี่ยวกับเพชรเพื่อให้ลูกค้ารู้สึกเชื่อมั่นว่าเรามีความ
จริงใจที่จะให้ลูกค้า ได้รับสิ่ง ที่ดีที่สุด อีกทั้งสามารถ นำความรู้นี้ไปตรวจสอบ เพื่อเปรียบเทียบสินค้า
ในร้านต่างๆ เพื่อให้ได้รับความพอ ใจสูงสุด และ ส่วนใหญ่ลูกค้าก็พอใจจะซื้อกับเรา เนื่องจากเชื่อใจ
เรา ว่าทำให้เขาซื้อ และขายง่ายขึ้นด้วย ซึ่ง ในที่สุดก็พบว่าเราเดินถูกทางแล้ว เพราะลูกค้าบางคนซื้อ
มาตั้งแต่สมัยอาม้า จนตอนนี้หลานสะใภ้ก็ยังมาซื้อ เพชรกับเรา เพราะฉะนั้นผมจะมีลูกค้าสามชั่วอาย
คน อยู่ในมือแล้วทั้งหมดคือเทคนิควิธีการขายที่ คุณประวิทย์ พงษ์ประพัฒน์   ประธานกรรมการ
บริหารบริษัท เพชรไท้เซ่งฮง จำกัด คิดและลงมือปฏิบัติเมื่อครั้งกลับมาช่วยดูแลธุรกิจของครอบครัว
ในวัยเพียง ๑๘ ปีเท่านั้น

 

คุณพ่อผมท่านเป็นบัณฑิตคือเรียนจบระดับ มหาวิทยาลัยที่ปักกิ่งซึ่งสมัยก่อนมีน้อยมากแต่เนื่องจาก
คุณย่าเห็นว่าลูกคนโต  ค้าขายแล้วเลยอยากให้ คุณพ่อ ซึ่งเป็นลูกคนเล็กเรียนหนังสือ ส่วนคุณแม่ผม
เกิดที่นี่แล้วก็ย้ายกลับไปเมืองจีนก่อนจะย้ายกลับมาเมืองไทยอีกครั้งโดยคุณตามาเปิดร้านขายเพชร
ทอง ที่กรุงเทพฯเหมือนกับญาติๆ ของคุณพ่อทำให้ตอนที่ท่านมาเมืองไทยถึงจะไม่มีพื้นฐานเรื่องค้า
ขายเลยแต่ ก็ตัดสินใจทำอาชีพนี้ แต่ว่าคุณพ่อเลือกไปเปิดร้านที่หาดใหญ่ เมื่อปี ๒๔๘๑ ซึ่งเป็นช่วง
ก่อนสงครามโลก ครั้งที่ ๒ พอดีเพราะเห็นว่าที่นี่เป็นชุมทางใหญ่น่าจะ เป็นแหล่ง ค้าขายได้ดีและอยู่
ไม่ไกลจากชายแดนด้วย ความที คุณพ่อได้เล่าเรียนหนังสือจนมีความรู้ และวิสัยทัศน์จึงมีความคิดว่า
การค้าขายจะต้องมีจรรยาบรรณ เพราะ  ร้านเพชรทั้งที่กรุงเทพฯ และ ต่างจังหวัดมีไม่กี่ร้าน ที่อยู่ได้
แล้วการที่เขา อยู่ได้นั่นเพราะความตรงไปตรงมา ซื่อสัตย์ต่อลูกค้าซึ่งเป็นสิ่งที่ ในต่างจังหวัด ไม่เห็น
ความสำคัญมากนัก แต่คุณพ่อเห็นว่า สิ่งนี้เป็นหัวใจและสิ่งสำคัญที่ทำให้ร้านค้าสามารถ อยู่รอด และ
ยืนหยัดมาได้โดยตลอดจึงได้   พยายามทำร้านให้ เหมือนกับ ร้านที่เป็นแบบอย่างที่ดีๆ ในกรุงเทพฯ

 

พอปี ๒๔๘๕ ท่านเห็นว่าน่าจะขยายกิจการมา ที่กรุงเทพฯ เพราะที่นี่เริ่มอยู่ตัว และ เราก็ต้องค้าขาย
กับส่วนกลางอยู่แล้ว เลยเปิดร้านหนึ่งคูหา ที่ย่าน บ้านหม้อ เพราะว่าเป็นแหล่งค้าเพชรและเผอิญช่วง
สงคราม  ใกล้จะเลิกทำให้พื้นที่หน้าร้านหาง่าย แต่ช่วงแรกตั้งใจว่า จะใช้เป็นสำนักงาน หาซื้อของลง
ไปขายที่ หาดใหญ่ ก่อน  ระหว่างสร้างฐานะให้มั่นคง ลูกๆแต่ละ คนก็เติบโตล่วงเข้าสู่วัยเรียนคุณพ่อ
ของคุณประวิทย์ซึ่ง  เป็นผู้ที่เล็งเห็นถึงความสำคัญของการ ศึกษา จึงจัดส่ง ให้ลูกๆไปเรียนที่ปีนังตั้ง
แต่ยังเด็กผมมีพี่น้อง๑๐ คนแต่คนละแม่กันเพราะว่าคุณพ่อมีภรรยา๓ คน ภรรยาคนแรกแต่งงานกัน
ตั้งแต่อยู่เมืองจีน ส่วนคุณแม่ผม เป็น ภรรยาคนที่ ๒ ท่านมีลูก ๕ คนผู้ชาย๔ คน ผู้หญิง๑ คน ตัวผม
เป็นลูกคนที่ ๓ ในเรื่อง การเรียน คุณพ่อ ส่งผมกับพี่ชายไปเรียนตั้งแต่ชั้นประถมที่ปีนังเป็นรุ่นแรกๆ
ชีวิตที่โน่นไม่ง่าย เพราะ เรายังพูด ภาษา จีนไม่ค่อยได้แต่คุณพ่อค่อนข้างเข้มงวดและ วางแผน เก่ง
โดยเช่าบ้านให้อยู่แล้วจ้างแม่บ้านชาวกวางตุ้งเป็น คนดูแลฝากเงินไว้ที่เขาหมดเราเลยต้องฝึกภาษา
ไปด้วยเพราะถ้าไม่พูดก็อดกินข้าวต่อมากลายเป็นข้อดีทำให้ผมพูดได้หลายภาษาทั้งจีนกลางกวางตุ้ง
แต้จิ๋ว ฮงเกี้ยน และภาษาอังกฤษและเมื่อถึงเวลาผู้เป็นพ่อก็ตัดสินใจว่าจะให้ลูกของเขาเพียงคนเดียว
เป็นผู้สานต่อธุรกิจ ครั้นถามความเห็นลูกชาย คนโต และคนที่ ๓ คือ คุณประวิทย์ ขอเลือก ที่จะเรียน
หนังสือดังนั้น  พี่ชายคนที่ ๒ จึงเข้ามารับช่วงแทน  ทว่า สถานการณ์ กลับพลิกผันให้คุณประวิทย์ ซึ่ง
กำลังจะจบชั้นมัธยมต้องยุติความคิดที่จะไปเรียนต่อด้านสถาปัตยกรรมศาสตร์ที่ประเทศอังกฤษแล้ว
มารับหน้าที่นี้เสียเอง

 

ตอนนั้นไท้เซ่งฮงที่หาดใหญ่มี ๒ ร้าน ถือว่ามีชื่อเสียงที่สุด  ส่วนพนักงานขายก็มือหนึ่ง เรียกง่ายๆว่า
เซียนทั้งนั้นพี่ชายผมเขาก็เป็นคนเก่งแต่ว่าเป็นคนไม่ค่อยพูดเลยเข้ากันยากทำให้เกิดปัญหาเวลาทำ
งานร่วมกันว่าจะคุมพวกเซียนนี้มันไม่ใช่เรื่องง่ายเขาก็ รู้สึกกดดันบอกคุณพ่อว่า ไม่ทำแล้ว ให้ผมมา
รับช่วง ต่อแทน แต่ว่า ผมเป็นคน พูดง่ายพอคุณแม่มาพูด โน้มน้าว ก็ไม่คิด เรื่องเรียนต่อแล้วทำงาน
ลูกเดียว แต่เนื่องจากสมัยเรียนไม่ค่อยได้ช่วยงานเลย ไม่รู้อะไรมากนอกจากคุณแม่ขายของเก่งเป็น
นักการตลาดที่เก่ง ที่สุดเท่าที่เราเคยเห็น ผมได้มาสัมผัสกับลูกค้าเก่าๆ เขาจะพูดถึงคุณแม่บ่อยอาจ
เป็นเพราะท่านเป็นคนที่ สามารถคุย กับลูกค้าได้ทุกเรื่อง และที่สำคัญท่านความจำดีมากจำลูกค้าได้
ทุกคน ค้าเกิดความประทับใจ

 


ผมเองคิดว่า ถ้าตัดสินใจทำแล้วไม่ว่า ธุรกิจอะไรเราต้องมีความตั้งใจไว้ก่อนถึงจะไปได้ไกล ผมฝึก
งานที่หาดใหญ่  ๒ ปี เรียนรู้เรื่อง  บัญชีและการบริหารบุคคล จากคุณพ่อเรียนการค้าขายกับคุณแม่
ส่วนเรื่องอื่นผมเริ่มจากการศึกษาด้วยตนเองตั้งเป้าไว้เลยว่าวันหนึ่งต้องดูเพชรไม่ต่ำกว่า ๕๐๐เม็ด
ซึ่งไม่มีใครบอก ให้ทำ แต่ผมเคยอ่านหนังสือกำลังภายในแล้วพบว่า ในนั้นมีวิทยายุทธง่าย ๆ พื้น ๆ
อยู่อย่างหนึ่งคือ ถ้า คุณขยันคุณก็เก่ง เพราะเพชรมีตั้ง ๕๗ เหลี่ยม ซึ่งเราต้องดูไปทุกเหลี่ยมเพราะ
การที่มีเหลี่ยมเยอะ จะเกิดการสะท้อนแสง ทำให้เรามองไม่เห็นตำหนิ ดังนั้นระหว่างที่พลิกดูก็ต้อง
คิดไปด้วยว่าทำไมถึงมองไม่เห็นหรือ เห็นขี้ฝุ่นเป็นตำหนิไปซึ่งทุกอย่างถึงมีคนบอกแต่ถ้าเราไม่ได้
จับดูเองก็จะไม่รู้อย่างตอนที่น้องๆเข้ามาผมให้ทุกคนดูเพชรเลยวันละ๕๐๐ เม็ดน้องสาวนี่ดูจนร้อง
ไห้ บอกไม่เอาแล้วจะไปเรียนที่สหรัฐฯ แต่สุดท้ายไม่กล้าบอกผมแต่ไปบอก

 


หลังจากนั้น ผมก็เข้ากรุงเทพฯ มาอยู่กับน้องสาวคุณแม่ เป็นคนดูแลสาขาที่บ้านหม้อ พอมาอยู่ผมก็
นั่งคิดว่าทำอย่างไรถึงจะสู้  ร้านอื่นๆได้แล้วสมัยก่อน บ้านหม้อมีร้านเพชรเยอะมากในขณะที่ไท้เซ่ง
ฮงเองยังไม่ใช่ร้านใหญ่   ก็ได้คำตอบว่าเราต้องทำตัวให้ต่างจากคนอื่น  ด้วยการสร้างวิธีการขายให้
ไม่เหมือนใคร พอมาพิจารณาดูเห็นว่าสมัยก่อนคนขายจะไม่ได้ผลิตเอง จึงมักจะใช้วิธีซื้อมาขายไป
ซึ่งทำให้ไม่รู้ต้นทุน ที่แท้จริงเราจึงเริ่มจากตรงนั้น โดยดูว่าวิธีไหนที่จะช่วย ลดต้นทุนได้ แต่ตอนนั้น
ค่าใช้จ่ายในร้านไม่เยอะเลยไม่รู้จะลดอย่างไรคราวนี้จึงมาเน้นที่ฝ่ายผลิตซึ่งถือเป็นหัวใจเลยก็ว่าได้
แต่เผอิญเจอปัญหาว่าหลงจู๊ซึ่งเป็นมือขายของเราเกิดอยาก ไปเปิดร้านเองกลายเป็นเรื่องใหญ่มาก
สำหรับเรา เพราะเมื่อ๓๐ กว่าปีก่อนลูกค้าจะจำคนขายได้โดยเฉพาะหลงจู๊แถวนี้มีค่าตัวสูง มากร้าน
ไหนขายดีร้านอื่นจะขอซื้อตัว เพราะว่าจะได้ลูกค้าเขาตามมาด้วยเมื่อไม่มีทางเลือกเราเลยขอว่าให้
เขาอยู่ต่ออีกครึ่งปีเพื่อให้เราปรับตัวแล้วผมก็มานั่ง หน้าร้านตีคู่กับเขาเวลาลูกค้ามาก็ต้องเข้าไปคุย
ด้วยเพื่อแสดงว่าเราสามารถขายได้เหมือนกัน  และยังได้เปรียบตรงที่ผมออกแบบเป็น ประกอบกับ
เป็น เด็กใหม่ ลูกค้าจะรู้สึกว่าเราจริงใจ และ เห็นความตั้งใจในการทำงาน

 


ดูแลได้ ๒๐ ปี ก็มีโอกาสซื้อร้านข้างๆ เพิ่มอีก ๒ ห้องเพราะนึกที่คุณพ่อบอกไว้ว่า ถ้ามีบ้านหรือร้านติด
กันจะขายให้ซื้อไว้ แพงแค่ไหนก็ซื้อ ตอนนั้นคิด หนัก ๑๐ กว่า ล้าน ถ้าแปร เป็นเพชรได้ตั้งเยอะ แต่พอ
ไปเจรจากับธนาคารเขาตกลงผมเลยซื้อ ๒ ร้านข้างๆ  และด้านหลัง อีก ๔ ห้อง ซึ่งเป็นพื้นที่ในปัจจุบัน
ในปัจจุบันเมื่อวันเวลาเอาแต่เดินไปข้างหน้าย่อมที่จะมีความเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นตาม อย่างหนึ่งนั้นคือ
การที่ไท้เซ่งฮงได้จัดสร้างแบรนด์ใหม่ขึ้น ภายใต้ชื่อเพชรD’mondโดยมอบหมายให้น้องสาวและน้อง
ชายบริหารจัดการส่วนตัว คุณประวิทย์ พงษ์ประพัฒน์ เองเป็น เพียงผู้ควบคุมดูแลเท่านั้นตอนนั้นน้องๆ
เรียนจบกลับมาก็ไปทำงานข้างนอกกันยกเว้นน้องชายคนถัดจากผมที่ถูกขอให้มาช่วยเพราะผมทำไม่
ไหว เนื่องจากเป็นช่วงที่คุณพ่อเสียแล้วผมไม่อยากปล่อยคุณแม่ ดูแลร้านที่หาดใหญ่คนเดียวแต่จะให้
บินกลับไปกลับมากรุงเทพฯ - หาดใหญ่ ทุก๒สัปดาห์มันไม่ไหวพอดีน้องสาวอยากจะกลับมาทำงานที่นี่
ผมเลยคิดว่าเปิดแบรนด์ใหม่ดีกว่าเป็นเพชร D’mondโดยช่วงแรกจะมีคำว่าBy Thye Seng Hong
เพื่อให้ลูกค้ารู้ว่าเป็นแบรด์ใหม่ทางร้าน

 


คุณประวิทย์ ตัดสินใจขอวางมือชั่วคราว และผันตัวเองไปจับธุรกิจพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ที่หาดใหญ่รวม
รวมถึงดำเนินกิจการรับเหมาก่อสร้างทั้งใน และต่าง ประเทศซึ่งทั้งหมดได้รับการตอบรับจากลูกค้าเป็น
อย่างดี นอกจากนั้นยังได้จัดทำโครงการด้านสันทนาการโดยขณะนี้กำลังดำเนิน การจัดสร้างรีสอร์ทสปา
วิทยาลัยพุทธศาสนานานาชาติ และ ในอนาคตจะจัดสร้างสวนน้ำและ จัดเสนอโครงการพัฒนาศูนย์ธุรกิจ
การค้าเมืองหาดใหญ่เป็นลำดับต่อไปทว่าในที่สุดแล้วเขาก็ไม่อาจละทิ้งธุรกิจร้านเพชรที่คลุกคลีมานาน
ไปได้อย่างถาวรผมจากที่นี่ไปประมาณ๑๐ปีแต่ก็ยังไปๆมาๆเพราะภรรยา(คุณสุภาพร) และลูกๆ(นภดล
อรพิณ ฉัตรชัย และนพพล) ยังอยู่ที่นี่จนเมื่อ๔ ปีก่อนลูกๆเรียนจบกลับมาก็เริ่มจะมีหลายครอบครัวแล้ว
จากสมัยก่อนที่เป็นกงสีแถึงทุกวันนี้ทุกคนก็ยังกินเงินเดือนอยู่แต่ก็อยากจะให้มันชัดเจนกว่านี้จึงคุยกับ
น้องๆตกลงกันว่าให้ผมดูแลไท้เซ่งฮงต่อส่วนน้องๆ จะไปขายเพชร D’mond พอมาทำลูกสาวก็เสนอว่า
ให้ทำการตลาดด้วยเพราะแต่ก่อนที่ทำการตลาดคือ  D’mond ส่วนเราไม่ค่อยทำเพราะถือว่าเป็นครอบ
ครัวเดียวกันโดยเรา ผลิตให้เขาขายไปแต ่หลังจากผมตัดสินใจคุยกับน้องเห็นว่าน่าจะบริหารให้ชัดเจน
กว่านี้จะได้รู้มีค่าใช้จ่ายเท่าไหร่การผลิตเป็นอย่างไรเพื่อให้รู้ต้นทุนที่แท้จริงเพราะไม่อย่างนั้นทุกอย่าง
ไท้เซ่งฮงจะเป็นคนแบกภาระให้ส่วนD’mondทำหน้าที่ขายอย่างเดียวเขาจึงมีค่าใช้จ่ายน้อยมากซึ่งมัน
ไม่น่าจะดี เลยตกลงว่าแบ่งกันทำการตลาดเพื่อแยก กันเติบโต เพราะธุรกิจเพชรมีหลายเซ็คเม้นท์และ
ตลาดก็ใหญ่พอที่ให้พวกเราขยายได้ ส่วนธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ผมก็ยังดูแลอยู่โดยจะกลับไปดูแลทุก ๆ
อาทิตย์เพราะตอนนี้ได้ให้ลูกชายคนโตรับผิดชอบดูร้านเพชรที่สาขาหาดใหญ่ส่วนที่บ้านหม้อก็ให้ลูกสาว
เป็นคนดูแล

 


เนื่องจาก ๒ ปีที่แล้ว รู้สึกว่าร้านแถบบ้านหม้อไม่มีการปรับปรุงเปลี่ยนแปลงมากบางร้านได้ปิดกิจการไป
เพราะผมอยู่และเติบโตอยู่ที่นี่มา๒๐กว่าปีช่วงนั้นทุกคนจะทราบและพูดว่าบ้านหม้อบูมมากโดยสามารถ
ขายสินค้าได้ดีพอๆ กับร้านย่านหัวเม็ดแต่ตอนนี้ทรุดโทรมไปเยอะส่วนหนึ่งคงเพราะเป็นร้านเก่าแก่ และ
ก็เป็นผู้ประกอบการที่อยู่ตัวแล้ว จึงมักไม่คิดที่จะเปลี่ยนแปลง แต่เมื่อมาถึงรุ่นลูกซึ่งเป็นเด็กรุ่นใหม่เมื่อ
สำเร็จการศึกษา   ในระดับที่สูงแล้วก็ต้องการที่จะปรับปรุงร้าน  แต่เมื่อไม่ได้รับโอกาสคือไม่ยอมเปลี่ยน
แปลงตามเขาหลายร้านจึงมีปัญหาว่าลูกๆไม่ยอมกลับมาทำงานที่บ้านโดยไปทำงานในธุรกิจอื่นที่เป็นว่า
สามารถสร้างรายได้มากในขณะที่อีส่วนเกิดจากการที่ร้าน ส่วนใหญ่ออกไปเปิดสาขาข้างนอกเหมือนกับ
เรานี่แหละเรามัวแต่ไปมองข้านอกไม่ได้มอง กลับมาว่าทำไมไม่พัฒนาบ้านหม้อไปพร้อมกันจึงได้มีการ
ประชุมกับทางสมาคมเพชรพลอยเงินทองซึ่งเป็นสมาคมเก่าแก่ที่ดูแลสมาชิกร้านทองและร้านเพชรและ
ได้ข้อสรุปในที่ประชุมว่าเห็นควรที่จะทำการโปรโมทย่านขายเพชรเก่าทั้งหมดไม่เฉพาะแต่บ้านหม้อแต่
จะทำทั้งแถววังบูรพาหัวเม็ด สีกั๊ก พระยาศรเพื่อเป็นการสร้างความเชื่อมั่นให้แก่ผู้บริโภค ว่าได้ซื้อสินค้า
ที่มีมาตรฐานทัดเทียมกัน และ เมื่อลูกค้าเกิดความเชื่อมั่นก็ทำให้มีลูกค้ามากขึ้น ซึ่งจะส่งผลให้ทุกร้าน
ได้รับผลประโยชน์ร่วมกันซึ่งผมจะบอกร้านค้าด้วยกันเสมอว่าต้องช่วยกันรักษาคุณภาพ และซื่อสัตย์มาก
ขึ้น โดยคุยกับลูกค้า ตรงไป ตรงมา ถ้าทำอย่างนี้ทุกร้านขายได้อยู่แล้วเพราะผมลองทำมาแล้วได้ผลตอน
นี้สมาคมฯได้ตั้งทีมทำงานขึ้นเพื่อมาทำงานต่างๆโดยเริ่มจากมีการจัดนิทรรศการช่วงแรก จะจัดกันปีละ
ครั้งก่อนแบะจะให้เป็นนิทรรศการสำหรับผู้บริโภคโดยเฉพาะ เป็นการให้ความรู้เพราะเพชรทองเป็นสิน
ค้า คงคุณค่าที่ทุกคนน่า จะมีเก็บไว้อย่างหุ้น  กับพันธบัตรนี่ซื้อไว้ดีจริง  แต่ก็มีความเสี่ยงนะในขณะที่ซื้อ
เพชรทอง มีความเสี่ยงน้อยกว่า และ ซื้อขายง่ายกว่าเราจึงเห็นว่า รัฐควรสนับสนุนให้คนซื้อเก็บไว้เพราะ
ถือเป็นการออมในภาคประชาชนที่ทำให้เศรฐกิจของเราแข็งแกร่งขึ้นเดินทางอย่างมั่นคงจากยุคเริ่มต้น
จนถึงปัจจุบันเป็นระยะเวลาร่ม๖๐ปีต่อไปอนาคตของไท้เซ่งฮงจะเป็นอย่างไรคุณประวิทย์มีคำตอบไว้แล้ว

 


ผมว่า ๖๐ กว่าปีไม่นานนะ  เพราะบางร้านอยู่ได้ถึง ๑๐๐ ปีเลยดังนั้นอย่างแรกต้องคิดว่าจะทำอย่างไรให้
อยู่ถึง๑๐๐ปีเลยดังนั้นอย่างแรกต้องคิดว่าจะทำ อย่างไรให้อยู่ถึง๑๐๐ปีคำตอบก็คือเราต้องรักษาคุณภาพ
ชื่อเสียงภาพลักษณ์ เดิมไว้ขณะเดียวกันต้องมีการพัฒนาขยายสาขาด้วยถึงจะสู้คนอื่นได้เพราะทุกธุรกิจ
ผมว่าต้องมีความเปลี่ยนแปลง  เพียงแต่เราจะเปลี่ยนไปในลักษณะไหนเท่านั้น หมายถึงเราจะพัฒนาตัว
เราเองหรือจะเปลี่ยนจากสินค้า ชนิดหนึ่ง ไปยังอีก ชนิดก็ถือเป็นความเปลี่ยนแปลงเหมือนกันทุกวิธีดีทั้ง
นั้นแต่ขอให้เปลี่ยนไปในแง่ดีนอกจากนี้ยังต้องเตรียม ฐานให้ดีมีการวางแผนจัดหาอุปกรณ์ และ ทำการ
ตลาด ทั้งหมดต้องไปพร้อมๆ กัน เพราะตอนนี้ที่ผมกลัว คือผลิตแล้วขายไม่ได้ กับขายได้แต่ผลิตไม่ทัน
ซึ่งเราพยายามที่จะทำให้สัมพันธ์กันโดยถ้าขายได้ฝ่ายผลิต ต้องทำให้ทัน อันนี้คือจุดที่สำคัญ ที่สุดที่เรา
ต้อง เร่งพัฒนา

 

บทสัมภาษณ์จากนิตยสาร สกุลไทย ฉบับที่ 2625 ปีที่ 51